เป็นที่น่าดีใจ ปัจจุบันเรียกได้ว่า “กระเบื้องนำทางถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานของการสร้างทางเท้าและทางสัญจร” ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังเห็นจุดบอดหลายๆ จุดตั้งแต่การออกแบบจนถึงการก่อสร้าง รอบนี้เรามาดูเรื่องการเลือกใช้สีกระเบื้องกันก่อนครับ
มาตรฐาน ISO 23599 กำหนดเพียงให้ผิวสัมผัสต้องต่างทางสายตากับพื้นรอบข้าง ไม่ได้กำหนดสี
ญี่ปุ่น🇯🇵 มาตรฐาน JIS T 9251 ก็ควบคุมแค่รูปทรงและความสว่าง ส่วนแนวทางการออกแบบของหน่วยงานญี่ปุ่นกำหนดให้อัตราส่วนความสว่าง 2.0 ขึ้นไป และความต่างของความสว่างอย่างน้อย 5 และดูตัวอย่างจากที่สร้างก็ใช้สีต่างกันออกไป
ส่วนประเทศไทย🇹🇭 กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ปี 2548 และ 2564 ก็เขียนแค่ว่า กระเบื้องต้องต่างจากพื้นทั้งผิวสัมผัสและสี ไม่ได้กำหนดให้ใช้สีเหลือง
แล้วทำไมเราถึงควรเริ่มต้นที่สีเหลือง?
1️⃣ ประการแรก สีเหลืองคือสีประจำตระกูลงานเครื่องหมายจราจร ตามมาตรฐาน ISO 3864-1 และ มอก. 542-2549 สีเหลืองคือสัญลักษณ์คำเตือนที่คนทั้งประเทศคุ้นชิน สมองจึงอ่านสีนี้ได้ทันที
2️⃣ ประการที่สอง สีเหลืองให้ความต่างกับพื้นคอนกรีตสีเทามากที่สุด เพราะค่าความสว่างกระโดดสูงสุด และเห็นชัดแม้ในผู้ที่มีภาวะตาบอดสีแบบแดง-เขียว ซึ่งพบในผู้ชายประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีแดง-เขียวส่วนใหญ่ยังมองเห็นสีเหลืองและสีน้ำเงินได้ชัดเจน, องค์การอนามัยโลกระบุว่ามีผู้คนทั่วโลกราว 2,200 ล้านคนที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นในบางระดับ
3️⃣ ประการที่สาม สำคัญที่สุด เรากำลังเข้าใจผิดว่า กระเบื้องนำทางมีไว้สำหรับผู้พิการทางสายตาเท่านั้น ตัวเราเห็นเส้นทางสีเหลืองๆ ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนหิ้วของ คนจ้องโทรศัพท์ อยู่ในระยะสายตา-สมองเราตอบสนองอัตโนมัติ เราใช้มันโดยไม่รู้ตัว มันมีประโยชน์สำหรับทุกคน ซึ่งตรงกับแนวคิดหลักของ Universal Design ที่รองรับคนกลุ่มหนึ่งแล้วทุกคนได้ประโยชน์ เหมือนทางลาดที่สร้างเพื่อผู้ใช้รถเข็นแต่ทุกคนเข็นของขึ้นลงทุกวัน และนี่คือหัวใจของเมืองที่รวมทุกคนไว้ด้วยกัน (inclusive city) หากทุกเมืองใช้กระเบื้องนำทางสีเหลืองเดียวกันหมด ความคุ้นชินจะทำให้สมองไม่ต้องตีความใหม่ ช่วยให้ทุกคนหาทางออกเร็วขึ้นยามฉุกเฉิน
อะไรที่มีจุดอ่อน เราทำใหม่ให้ดีกว่าเดิม เป็นมาตรฐานใหม่ เท่านั้นเองครับ
ก็แค่จับมือกัน ร่วมมือกันเลือกใช้กระเบื้องนำทางสีเหลืองเป็นมาตรฐาน เราก็กำลังเดินหน้าไปสู่เมืองที่ทุกคนเดินทางได้อย่างมั่นใจปลอดภัยเท่าเทียมกันมากขึ้น
ที่มา: ISO 23599, JIS T 9251, กฎกระทรวง 2548/2564, ISO 3864-1, มอก. 542-2549, WHO


