Accessibility Is Freedom

มาตรการควบคุมรถตุ๊กๆ เสียงดัง เราเห็นอะไร?

ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เสนอร่างกฎกระทรวงห้ามรถตุ๊กๆ เครื่องยนต์สันดาปภายในวิ่งในเขตกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยรถตุ๊กๆ ไฟฟ้า (EV) ได้รับการยกเว้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ยังไม่มีผลบังคับใช้แต่อย่างใด

ปัจจุบันมีรถตุ๊กๆ จดทะเบียนทั่วประเทศ 8,582 คัน อยู่ภายใต้การกำกับของ ขบ. ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ในฐานะ “รถยนต์รับจ้างสามล้อ” ต้องจดทะเบียน แสดงป้ายเหลือง ผ่านการตรวจสภาพประจำปี และผู้ขับขี่ต้องถือใบอนุญาตขับรถสาธารณะ

แรงผลักดันเบื้องหลังร่างกฎหมายนี้มาจากข้อร้องเรียนสะสม โดยเฉพาะปัญหาท่อไอเสียดัดแปลงเสียงดังรบกวนผู้ป่วยบริเวณโรงพยาบาลตำรวจ และอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเดือนกรกฎาคม 2569 คนขับ BMW เมาสุราขับชนทำผู้โดยสารตุ๊กๆ เสียชีวิต 3 ศพที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนหน้านั้นเดือนมิถุนายน 2569 นักมวยชื่อดังชาวอังกฤษพลัดตกจากรถตุ๊กๆ เสียชีวิตที่จังหวัดภูเก็ต และเดือนพฤษภาคม 2567 เด็กชาวอิสราเอลพลัดตกจากรถตุ๊กๆ เสียชีวิต

ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 32.2 คนต่อประชากรแสนคน สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 20,000–24,000 รายต่อปี โดย 74% เป็นผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ช่องว่างสำคัญไม่ได้อยู่ที่การไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การบังคับใช้ที่ไม่ต่อเนื่อง กฎหมายควบคุมเสียงดังและมาตรฐานความปลอดภัยมีอยู่แล้ว แต่รถตุ๊กๆ จำนวนมากยังใช้ท่อไอเสียดัดแปลง ไม่มีเข็มขัดนิรภัย และโครงสร้างตัวรถให้การปกป้องผู้โดยสารน้อยมากเมื่อเกิดการชน

ขบ. มีอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโดยตรง — การจดทะเบียนยานพาหนะ การออกใบอนุญาตขับขี่ การกำกับรถขนส่งสาธารณะ การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยานพาหนะ การตรวจสภาพรถประจำปี และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ร่างกฎหมายนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องรถตุ๊กๆ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ขบ. พร้อมใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่อย่างเต็มรูปแบบเพื่อยกระดับมาตรฐาน

ประเด็นสำคัญคือ เสียงดังควรถูกควบคุมในทุกพื้นที่และยานพาหนะทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะรถตุ๊กๆ หัวใจของปัญหาอยู่ที่การมีวินัย การเคารพกฎจราจร และการเอาจริงเอาจังกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เมื่อทุกคนเคารพกฎเดียวกัน ถนนก็จะปลอดภัยขึ้น สังคมก็จะน่าอยู่ขึ้น

ที่มา: ขบ., ฐานเศรษฐกิจ, Ch7, Workpoint 23, WHO (2023)