ภาพถ่ายห้องรอโรงพยาบาลรัฐในประเทศไทย ผู้สูงอายุกำลังนั่งถือไม้เท้า หญิงสาวกำลังอุ้มลูกบนตัก ชายวัยกลางคนกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ วัยรุ่นกำลังใช้มือถือ มีพัดลมเพดานและบอร์ดประกาศสุขภาพบนผนัง

ระบบสาธารณสุขและสวัสดิการรัฐเมื่อเจ็บป่วยเป็นอย่างไร

“ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยดีมากนะ” เป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ผมเองก็ไม่ได้สนใจจริงจังเรื่องนี้ซักที วันนี้ลองรื้อค้นกันหน่อยครับ

เริ่มจากกฎหมายครับ รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 51 รับรองสิทธิเท่าเทียมกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2545 ก็ทำให้เกิดระบบบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรคขึ้นมา ตอนนี้คนไทย 47 ล้านคน หรือ 76% ของประชากร อยู่ในระบบบัตรทอง อีก 14% อยู่ในประกันสังคม และ 10% เป็นสิทธิข้าราชการ รวมกันแล้วครอบคลุมเกือบทุกคนครับ

เรื่องงบประมาณ — ปี 2567 กองทุน สปสช. ได้รับงบสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 265,295 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเหมาจ่ายประมาณ 4,100 บาทต่อคนต่อปี หรือ 3.8% ของ GDP (ข้อมูลปี 2562) ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อดูจากความครอบคลุมของระบบครับ

แล้วเวลาเราป่วยจริงๆ เส้นทางเป็นอย่างไร สมมติว่าเราเป็นไข้ — เราไปที่หน่วยบริการปฐมภูมิหรือโรงพยาบาลประจำตำบลที่ลงทะเบียนไว้ แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็เข้าได้เลย ไม่ต้องพกบัตรทองแยกต่างหาก ถ้าอาการหนักก็ส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม และนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ก็ขยายครบ 77 จังหวัดแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 ทำให้คนไข้ไปโรงพยาบาลไหนก็ได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

ระบบนี้ทำให้การเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และช่วยให้คนไทยไม่ต้องกลัวว่าป่วยแล้วจะไม่มีเงินรักษา ถึงตรงนี้เราพอเห็นภาพระบบคร่าวๆ แล้วนะครับ — จากกฎหมาย งบประมาณ สู่เส้นทางรักษาจริง

ยังมีความท้าทายอีกมากครับ ทั้งการรอคิวที่ยาวนานและการกระจายบุคลากรที่ไม่ทั่วถึง แต่ระบบที่เรามีอยู่ตอนนี้ — จากกฎหมายสู่บัตรประชาชนใบเดียว — ก็เป็นสิ่งที่ควรภูมิใจไม่น้อยครับ

ประเทศที่คุณอยู่เป็นยังไงบ้างเล่าให้ฟังหน่อยครับ👇

ที่มา: WHO, NHSO, Thai PBS, Hfocus, Bangkok Post, Bangkok Biz News