[มาตรฐานจราจร 🛣️🚦]

เสียงจากสมาชิกเพจตะโกนมาในโพสต์ที่แล้วว่า “กล้าปะ ห้ามรถเข้าเมือง กับค่าผ่านโซน” — คำถามนี้ไม่ใช่แค่ความคิดลอยๆ เพราะหลายเมืองทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่าการจัดโซนนิ่งเมืองและการเก็บค่าธรรมเนียมรถเข้าพื้นที่ชั้นในแก้ปัญหารถติดได้จริง

มิลาน 🇮🇹 เริ่มระบบ Area C ในปี 2012 ครอบคลุมพื้นที่ 8.2 ตารางกิโลเมตร เก็บค่าผ่านทาง 5 ยูโรต่อคัน ผลลัพธ์ในช่วง 10 ปี (2011-2021): จำนวนรถเข้าเมืองลดลงจากวันละ 131,898 คันเหลือ 81,181 คัน หรือลดลง 38.45% ความเร็วรถเมล์ในชั่วโมงเร่งด่วนเพิ่มขึ้น 10% และมลพิษทางอากาศลดลงจนประเมินมูลค่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ลอนดอน 🇬🇧 เริ่ม congestion charge ในปี 2003 ปัจจุบันเก็บค่าผ่านทางวันละ 18 ปอนด์ ครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเมือง ผลลัพธ์: ปริมาณรถยนต์ลดลง 30% รายได้ 10 ปีแรกกว่า 2,600 ล้านปอนด์ โดย 46% หรือ 1,200 ล้านปอนด์นำไปลงทุนระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะเครือข่ายรถเมล์ มลพิษ NOx ลดลง 17% และ PM10 ลดลง 24%

นิวยอร์ก 🇺🇸 เป็นเมืองล่าสุด เริ่มมกราคม 2025 เก็บค่าผ่านทาง 9 ดอลลาร์สำหรับรถเข้าแมนฮัตตันใต้ถนน 61st Street ปีแรกเก็บรายได้กว่า 500 ล้านดอลลาร์ ผู้โดยสารรถไฟใต้ดินเพิ่มขึ้น 7.7% และอุบัติเหตุเสียชีวิตในเขตลดลงจาก 128 รายเหลือ 87 ราย

สิงคโปร์ 🇸🇬 เริ่มเขตควบคุมรถเข้าเมือง (Restricted Zone) ตั้งแต่ปี 1974 เป็นเมืองแรกของโลกที่ใช้ระบบนี้ ผลลัพธ์: ปริมาณรถในเขตควบคุมลดลง 13% และลดรถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วนได้เกือบ 25,000 คันต่อวัน

สตอกโฮล์ม 🇸🇪 เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในด้านการยอมรับของประชาชน ก่อนเริ่มระบบในปี 2006 ถูกต่อต้านอย่างหนักโดยเฉพาะจากพื้นที่ชานเมือง แต่หลังทดลอง 7 เดือน การจราจรเข้าเมืองลดลง 20-25% ประชาชนเปลี่ยนใจและลงประชามติสนับสนุน นำไปสู่การประกาศใช้ถาวร

กลับมาที่ประเทศไทย 🇹🇭 ตุลาคม 2024 กระทรวงคมนาคมประกาศแนวคิดเก็บค่าธรรมเนียมรถเข้าพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ 40-50 บาทต่อคัน เพื่อนำรายได้ไปอุดหนุนค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย แต่หลังจากนั้นเกือบ 2 ปี ข้อเสนอนี้ก็เงียบหายไป

ทั้งที่กรุงเทพฯ มีรถจดทะเบียนกว่า 9.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้นวันละ 700 คันและมอเตอร์ไซค์อีก 400 คัน ในขณะที่ถนนรองรับได้เพียง 1.5 ล้านคัน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากรถติดประเมินไว้ที่ 35,000 ล้านบาทต่อปีจากค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมเวลาที่หายไปและมลพิษทางอากาศ

เมืองอื่นทำได้ เรามีข้อเสนอในมือแล้ว แล้วเราจะรออีกนานแค่ไหน?

ที่มา: Wikipedia, TfL, LTA Singapore, MTA New York, Comune di Milano