เมื่อ 10 ปีก่อน ปารีสติดอันดับเมืองที่รถติดและมลพิษหนักที่สุดในยุโรป ถนนริมแม่น้ำแซนมีรถผ่านวันละ 40,000 คัน ทางเท้าแคบ เด็กเสี่ยงอันตรายใกล้โรงเรียน ฟังดูคุ้นๆ ไหม? นี่คือปัญหาที่เรา เผชิญอยู่ทุกวัน
แต่ปี 2014 นายกเทศมนตรี Anne Hidalgo ประกาศเปลี่ยนโฉมเมือง เธอเริ่มจากปิดถนนทางด่วนริมแม่น้ำแซนระยะทาง 3.3 กิโลเมตรให้เป็นสวนสาธารณะ แม้ถูกต่อต้านหนัก แต่ผลลัพธ์คือผู้คนออกมาใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก รถหายไปจากถนนเส้นนั้น 40,000 คันต่อวัน
จากนั้นค่อยๆ ขยับทีละนโยบาย เปิด “Paris Respire” ให้วันอาทิตย์ปลอดรถในย่านกลางเมือง, ลงทุน 150 ล้านยูโร (ประมาณ 5,700 ล้านบาท)สร้างเลนจักรยาน 1,000 กิโลเมตร เปลี่ยนถนนโรงเรียนกว่า 200 แห่งให้เป็นเขตเดินเท้า และประกาศลดความเร็วทั่วเมืองเหลือ 30 กม./ชม.
จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2020 เมื่อโควิดทำให้เมืองสร้างเลนจักรยานชั่วคราว 50 กิโลเมตร แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็นถาวรทั้งหมด ปีเดียวกัน Hidalgo ชนะเลือกตั้งอีกครั้ง นั่นคือสัญญาณประชาธิปไตยว่าคนปารีสเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง แม้ฝ่ายค้านจะเคยทำนายหายนะ แต่ศาลก็ยกคำร้อง ตัวเลขก็พิสูจน์เองว่าจักรยานเพิ่มขึ้น 47% ในปีเดียว
เมืองยังลงทุนต่ออีก 250 ล้านยูโร (ประมาณ 9,500 ล้านบาท)ในแผนจักรยานระยะ 2 ตั้งเป้าให้ปารีสเป็นเมืองที่ปั่นได้ 100% และเปิดตัว Grand Paris Express ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินใหม่ 200 กิโลเมตรใหญ่สุดในยุโรป มูลค่า 3.5 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท)
ที่สำคัญคือทุกอย่างเกิดขึ้นในวาระนายกเทศมนตรีคนเดียว 12 ปี ไม่ใช่โครงการ 100 ปี ปารีสเป็นเมืองเก่าแก่ มรดกโลก มีกลุ่มล็อบบี้รถยนต์เข้มแข็ง ไม่ต่างจากบ้านเรา แต่พวกเขาทำได้เพราะความกล้าทางการเมือง งบประมาณต่อเนื่อง และชัยชนะที่เห็นเป็นรูปธรรม
คำถามคือ ถ้าปารีสทำได้ เมืองหลวงที่มีคน 2.1 ล้านคน ทำไมเรา จะทำไม่ได้?
ที่มา: Anne Hidalgo, Cycling in Paris
